ตัวแทนจาก Students & Scholars Against Corporate Misbehavior (SACOM) ซึ่งเป็น NGO ด้านการละเมิดแรงงานในฮ่องกงระบุว่า เขาได้รับรายงานจากพนักงาน Foxconn ว่าทางบริษัทได้จัดฉากโดยย้ายพนักงานที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์ออกไปทำงานที่อื่นก่อนที่สมาคมแรงงาน (FLA) จะเข้ามาตรวจสอบ
นอกจากนี้ แหล่งข่าวยังมีการกล่าวหาว่า ตัวแทนจากแอปเปิลที่คอยดูแลการทำงานต่างๆ ในโรงงานนั้นทราบถึงเรื่องราวการละเมิดแรงงานต่างๆ ดี แต่เลือกที่จะไม่สนใจมากกว่า
ก่อนหน้านี้เพิ่งมีรายงานอย่างไม่เป็นทางการจาก FLA ว่าสภาพการทำงานในโรงงานของ Foxconn นั้นเป็นระดับ 'first class' อย่างไรก็ตามก็คงต้องรอดูรายงานอย่างเป็นทางการของ FLA อีกครั้งหนึ่ง
ที่มา - AppleInsider
แอปเปิลเพิ่มเติมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พลังงานทดแทนที่ศูนย์ข้อมูลของตนเองในรัฐนอร์ทแคโรไลนาบนเว็บไซต์ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของตนเอง ซึ่งในรายงานล่าสุดกล่าวถึงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ขนาด 100 เอเคอร์ (ประมาณ 250 ไร่) ซึ่งสามารถผลิตพลังงานได้ทั้งสิ้น 42 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นโรงงานไฟฟ้าส่วนบุคคลที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา
นอกจากนี้แล้ว แอปเปิลยังเปิดเผยถึงการติดตั้งโรงงานผลิดไฟฟ้าจากเซลล์เชื้อเพลิง (fuel cell) ขนาด 5 เมกะวัตต์ที่ใช้แก๊สชีวภาพ 100% โดยมีกำหนดเปิดใช้งานในปีนี้ ซึ่งจะผลิตพลังงานทั้งสิ้น 40 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี นับว่าเป็นโรงงานเซลล์เชื้อเพลิงส่วนบุคคลที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกัน โดยทั้งหมดนี้แอปเปิลมีเป้าหมายเพื่อให้ศูนย์ข้อมูลนี้สามารถผ่านมาตรฐาน LEED ระดับ Platinum ให้ได้
ไม่นานมานี้แอปเปิลเพิ่งถูกโจมตีเกี่ยวกับการละเมิดแรงงานในจีน จนแอปเปิลตัดสินใจเข้าร่วมสมาคมแรงงาน (Fair Labour Association) เพื่อให้เข้าตรวจสอบสภาพของโรงงาน ในขณะที่การตรวจสอบต่างๆ กำลังดำเนินการ Auret van Heerden ประธานสมาคมแรงงานได้ออกมาให้ความเห็นอย่างไม่เป็นทางการว่าการปฏิบัติการต่างๆ ในโรงงานของแอปเปิลนั้นเป็นระดับ 'first class' ซึ่งสูงกว่าสภาพที่เกิดขึ้นทั่วไปในประเทศจีนมาก
นอกจากนี้แล้วเขายังระบุว่า ความเบื่อและการที่ต้องจากบ้านมา (alienation) น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการตัดสินใจฆ่าตัวตายของพนักงาน มากกว่าแรงกดดันของสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่โรงงานสิ่งทอในประเทศจีนมีความเลวร้ายกว่านี้มาก นอกจากนี้แล้วการตัดสินใจเข้าร่วมสมาคมแรงงานของแอปเปิลเป็นสัญญาณที่ดีของแอปเปิลที่ต้องการสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง ซึ่งแอปเปิลถือได้ว่าเป็นบริษัทเทคโนโลยีบริษัทแรกของโลกที่เข้าร่วมสมาคม
อย่างไรก็ตาม สมาคมแรงงานจะยังคงตรวจสอบการดำเนินการต่างๆ อย่างต่อเนื่องต่อไป
ที่มา - AppleInsider
หลังจากที่แอปเปิลเพิ่งเปิดตัว OS X Mountain Lion ไปหมาดๆ ก็มีคนสังเกตว่า ในหน้า About This Mac ที่เดิมจะมีเขียนคำว่า Mac OS X ไว้ ถูกเปลี่ยนลดลงเหลือแค่ OS X
ทางเว็บไซต์ The Verge จึงได้ลองสอบถามไปยังแอปเปิล และได้รับการยืนยันว่าชื่อใหม่จะเป็น OS X ไม่ใช่ Mac OS X อย่างแน่นอน
แอปเปิลได้เคยยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า OS X ไว้เมื่อปี 2008 แต่เพิ่งถูกใช้งานเป็นครั้งแรกในปีนี้ อย่างไรก็ตามคำว่า Mac ยังคงปรากฎอยู่กับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างๆ อยู่เช่นเดิม และคาดว่าระหว่าง Mac กับ OS X น่าจะถูกใช้เพื่อเรียกฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์แยกกัน เหมือนระหว่าง iPhone, iPod touch, iPad กับ iOS
ที่มา - AppleInsider
หลังจากที่ iTunes Match เปิดให้บริการไปเมื่อปีที่แล้ว ก็เริ่มมีบริษัทเพลงที่ได้รับค่าลิขสิทธ์จากบริการนี้กันบ้างแล้ว
ประธานบริษัท TuneCore ได้ออกมาเปิดเผยผ่านบล็อกของตนเองว่าได้รับค่าลิขสิทธ์จากแอปเปิลมากกว่า 1 หมื่นเหรียญสหรัฐฯ จาก iTunes Match ในช่วง 2 เดือนแรกของการให้บริการ ซึ่งเขาก็ได้อธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า แอปเปิลจะจ่ายเงินให้กับบริษัทเพลงเมื่อผู้ใช้ทำการดาวน์โหลดหรือสตรีมเพลงจาก iTunes Match แม้ว่าต้นฉบับที่ผู้ใช้มีจะละเมิดลิขสิทธ์มาก็ตาม
iTunes Match จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ผู้ผลิตเพลงสามารถหารายได้จากการถูกละเมิดลิขสิทธ์ และไม่น่าแปลกใจที่เงื่อนไขแบบนี้จะทำให้บริษัทเพลงต่างๆ ยอมตกลงกับแอปเปิลได้ไม่ยากเย็นนัก
ที่มา - AppleInsider
เมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาตามเวลาในสหรัฐอเมริกา มูลค่าหุ้นรวมในตลาดทั้งหมดของแอปเปิลได้พุ่งจนมีมูลค่าสูงกว่าของกูเกิลและไมโครซอฟท์รวมกันเป็นที่เรียบร้อย
สาเหตุอย่างหนึ่งเกิดจากผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของแอปเปิลที่ทุบสถิติเดิมของบริษัทในอดีตทั้งหมดที่ผ่านมา ในขณะที่มูลค่าหุ้นของกูเกิลตกลงประมาณ 9% จากช่วงเดือนที่ผ่านมาจากผลประกอบการไตรมาสล่าสุดที่น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
โดยขณะนี้หุ้นของแอปเปิลมีมูลค่ารวมในตลาดทั้งหมด 465 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งมากกว่าแชมป์เก่า Exxon Mobil อยู่ประมาณ 50 พันล้านเหรียญ
ที่มา - AppleInsider
จากเดิมที่ในประเทศจีนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีกำหนดวางขาย iPhone 4S ในวันศุกร์ที่ 13 มกราคมนี้ตามช่องทางต่างๆ ล่าสุดทางแอปเปิลได้ออกมาประกาศเลื่อนการจำหน่าย iPhone 4S ผ่านทาง Apple Store ที่เซี่ยงไฮ้และปักกิ่งอย่างไม่มีกำหนดแล้ว
สาเหตุหลักๆ เกิดจากความวุ่นวายของมวลชนที่มารวมตัวกันที่หน้าร้านเพื่อแย่งชิงกันซื้อ โดยเดิมร้านมีกำหนดเปิดในเวลา 7 โมงเช้าตามเวลาท้องถิ่น แต่หลังจากเวลาล่วงเลยจนถึงประมาณ 8 โมงเช้า ความวุ่นวายก็ยังทำให้ร้านไม่สามารถเปิดตามปกติได้ จนแอปเปิลออกมาประกาศยกเลิกการจำหน่ายในที่สุด โดยให้เหตุผลเรื่องความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงานแอปเปิลเอง
อย่างไรก็ตาม iPhone 4S จะยังคงวางจำหน่ายผ่านผู้ให้บริการโทรศัพท์ China Unicom และผู้แทนจำหน่ายอื่นๆ ตามปกติ รวมถึงผ่าน Apple Online Store
สำหรับภาพบรรยากาศ ดูได้จากที่มาครับ
ที่มา - AppleInsider
มีรายงานการประเมินจาก Gene Munster นักวิเคราะห์จาก Piper Jaffray ว่าอเมซอนอาจต้องขาดทุนจากการขาย Kindle Fire เครื่องละ $50
แม้ว่าจากตัวเลขนี้จะดูน่าเป็นห่วง แต่จริงๆ แล้วเรื่องราวอาจไม่ได้แย่อย่างที่คิด เพราะโมเดลการหารายได้หลักของอเมซอนอยู่ที่การขายเนื้อหาและบริการมากกว่า ซึ่งจุดนี้ดูจะเป็นจุดเด่นของอเมซอนที่น่าจะได้เปรียบกว่าแพลตฟอร์มคู่แข่งอื่นๆ อยู่พอสมควร ด้วยเหตุนี้ การใช้ราคาเป็นจุดขายสำคัญน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วของอเมซอนในปัจจุบัน
จากรายงานนี้ระบุว่า แม้ Kindle Fire จะเป็นแอนดรอยด์ แต่ก็เป็นแอนดรอยด์เวอร์ชันปรับแต่งพิเศษที่ไม่สามารถลงโปรแกรมของ Honeycomb ได้ และไม่สามารถลงโปรแกรมจากแอปสโตร์ของเจ้าอื่นนอกจากของอเมซอนได้ จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่แม้ว่า Kindle Fire จะขายราคาต่ำกว่าทุน ก็ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับอเมซอนได้อย่างแน่นอน
ที่มา - AppleInsider
ยังคงลือกันไม่เลิก คราวนี้เป็นตาของนักวิเคราะห์ของ Deutsche Bank ชื่อ Chris Whitmore โดยคาดเดาไว้ว่าแอปเปิลอาจจะออกสมาร์ทโฟนในระดับล่างที่ใช้ชื่อว่า iPhone 4S โดยมีต้นทุนวัสดุอุปกรณ์อยู่ที่ประมาณ $150 (ประมาณ 4,500 บาท) ซึ่งจะทำให้แอปเปิลสามารถจำหน่ายที่ราคาประมาณ $300 - $350 (ประมาณ 9,000 - 11,500 บาท) ได้แบบไม่ติดสัญญา โดยตัวเลขนี้เกิดจากการเปรียบเทียบกับต้นทุนการผลิตของ iPod touch รุ่น 8GB (ปัจจุบันจำหน่ายในประเทศไทยที่ 7,900 บาท) แล้วเพิ่มส่วนของโทรศัพท์เข้าไป ซึ่งหากเป็นจริง แอปเปิลคงจะสามารถชิงส่วนแบ่งจากตลาดสมาร์ทโฟนระดับล่างและกลุ่มผู้ใช้โทรศัพท์แบบเติมเงินที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 1 พันล้านคนได้อีกพอสมควร
นอกจากนี้แล้ว Whitmore ยังเพิ่มเติมด้วยว่า เขาเชื่อว่า iPhone 5 น่าจะมีรูปแบบที่แตกต่างกับ iPhone 4 อย่างสิ้นเชิง โดยจะใช้การออกแบบแบบ Aluminum Unibody และมีหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น
ที่มา - AppleInsider
จากผลการสำรวจล่าสุดของ UBS Investment Research ที่สอบถามผู้ใช้โทรศัพท์ระดับไฮเอนด์ (ย้ำว่าเฉพาะไฮเอนด์นะครับ ไม่ใช่ตลาดโดยรวม) เป็นจำนวน 515 คนเกี่ยวกับแผนการในการซื้อโทรศัพท์เครื่องต่อไป พบว่าผู้ใช้ iPhone ที่ตั้งใจว่าจะยังคงใช้โทรศัพท์แบรนด์เดิมเป็นโทรศัพท์เครื่องต่อไป (retention rate) นั้นสูงถึง 89% โดยมีอันดับที่สองตามมาคือ HTC ที่ 39%
ผู้ที่กำลังเสียหายหนักจากผลการสำรวจนี้คือ RIM ที่ตัวเลขนี้ลดลงจาก 62% เหลือเพียง 33% ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา และตามมาด้วย Samsung ที่ 28% และ Motorola ที่ 25%
อย่างไรก็ตามหากสอบถามในเรื่องของซอฟต์แวร์ พบว่าผู้ใช้ Android ถึง 55% คิดว่าจะยังคงใช้โทรศัพท์ Android เป็นเครื่องต่อไป ในขณะที่อีก 31% ตั้งใจจะเปลี่ยนไปใช้ iPhone เป็นเครื่องต่อไป
หากมองภาพในอนาคต นักวิเคราะห์มองว่าคนที่กำลังได้เปรียบที่สุดตอนนี้คือ iPhone ด้วยอัตรา 50% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่ตั้งใจจะซื้อ iPhone เป็นเครื่องต่อไป ในขณะที่มีเพียง 10% เท่านั้นที่จะเลิกใช้ iPhone
สำหรับทางฝั่ง Samsung และ HTC จากตัวเลขจะพบว่ามีแนวโน้มที่จะเติบโตอีกเล็กน้อย ส่วน RIM และ Nokia กำลังตกที่นั่งลำบาก เนื่องจากผู้ใช้ส่วนใหญ่ตั้งใจจะหนีจากแบรนด์ของตัวเอง
สำหรับกราฟ ดูได้จากที่มาครับ
ที่มา - AppleInsider
Stevie Wonder นักดนตรีชาวสหรัฐอเมริกาและเป็นผู้พิการทางสายตา ได้พูดกับผู้ชมบนเวทีในงาน Echoplex ที่ Los Angeles เพื่อขอให้ทุกๆ คนได้ช่วยเหลือคนพิการ และได้กล่าวชื่นชม Steve Jobs ที่ทำให้ผู้พิการสามารถเข้าถึงและใช้งาน iPhone และ iPad ได้อย่างเต็มที่
นี่คือส่วนหนึ่งของข้อความที่เขากล่าวบนเวที
แอปเปิลได้มีการประกาศว่าเครื่องแมคทุกๆ เครื่องที่ขายพร้อม Mac OS X Lion นับจากนี้ จะมีการลงบัญชีแยกรายได้ไว้ $22 ต่อเครื่อง เพื่อนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการพัฒนาซอฟต์แวร์อัปเกรดต่างๆ ในอนาคต รวมถึงการให้บริการฟีเจอร์ต่างๆ บน iCloud ด้วย
จริงๆ แล้วนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับแอปเปิล เนื่องจากปัจจุบันแอปเปิลก็ได้เก็บแยกเงินจากการขาย iPhone และ iPad เป็นจำนวน $16 ต่อเครื่อง และ iPod touch $11 ต่อเครื่องเพื่อใช้ในการพัฒนา iOS เวอร์ชันใหม่ๆ รวมถึงสนับสนุนระบบออนไลน์ต่างๆ อย่าง Find my iPhone และ iCloud
สาเหตุหลักๆ ที่แอปเปิลตัดสินใจเช่นนี้เป็นเพราะแอปเปิลต้องการให้ผู้ใช้อัปเกรดระบบของตนเองไปใช้ซอฟต์แวร์เวอร์ชันล่าสุดให้ได้มากที่สุด หลังจากที่ในช่วงแรกๆ การเสียเงินอัปเกรด iPod touch สร้างความสับสนให้กับลูกค้า และยังทำให้ผู้ใช้ส่วนหนึ่งเลือกที่จะใช้ซอฟต์แวร์เวอร์ชันเก่าต่อไป
จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า Mac OS X Lion อาจเป็น Mac OS X เวอร์ชันสุดท้ายที่ผู้ใช้ต้องเสียเงินอัปเกรด เพราะแอปเปิลได้เก็บค่าอัปเกรดไปล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว
ที่มา - AppleInsider
พร้อมๆ กับที่แอปเปิลได้มีการปรับให้โปรแกรมสามารถใช้เครื่องมืออื่นในการพัฒนาโปรแกรมบน iOS แอปเปิลก็ได้เปิดเผยแนวทางในการคัดเลือกโปรแกรมลงบน App Store เป็นข้อๆ อย่างชัดเจน โดยผมได้คัดลอกและแปลเป็นภาษาไทยมาส่วนหนึ่งครับ
แม้ว่าจะมีการค้นพบหลักฐานต่างๆ มากมายบน iTunes ว่าอาจมีการทำงานบางอย่างร่วมกับ Facebook แต่หลังจากที่ iTunes Ping ได้เปิดตัวเมื่อคืนวาน สิ่งหนึ่งที่น่าแปลกใจคือมันไม่สามารถทำงานร่วมกับ Facebook ได้อย่างที่หลายๆ คนคาดไว้
จ็อบส์ได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวของ BoomTown ว่าอันที่จริงแล้วแอปเปิลได้ทำงานร่วมกับ Facebook มาโดยตลอดถึงความเป็นไปได้ในการทำงานร่วมกันระหว่าง 2 เครือข่ายสังคมนี้ และก็ได้ดำเนินการต่างๆ ในการพัฒนาไปแล้ว แต่เนื่องจากแอปเปิลไม่สามารถยอมรับข้อเสนอบางอย่างของ Facebook ได้ ฟีเจอร์ดังกล่าวจึงต้องถูกนำออกไปในวินาทีสุดท้าย ชนิดที่ว่าแม้กระทั้ง Phil Schiller ซึ่งอาจนับได้ว่าเป็นเบอร์ 2 ของแอปเปิลยังสับสนกับข้อมูลดังกล่าว และให้สัมภาษณ์กับนักข่าวในวันเดียวกันว่าผู้ใช้สามารถนำเข้ารายชื่อเพื่อนจาก Facebook ได้
ทางฝั่งผู้บริหารของ Facebook ที่ไม่ประสงค์จะออกนามได้ให้สัมภาษณ์กับ BoomTown ว่าพวกเขาไม่ค่อยพอใจกับรูปแบบอินเตอร์เฟซและการใช้โทนสีฟ้าของ iTunes Ping ที่คล้ายกับ Facebook เกินไป อย่างไรก็ตามทั้ง Facebook และแอปเปิลเองคงจะต้องหาทางร่วมมือกันต่อไปในอนาคต
ที่มา - AppleInsider
เมื่อประมาณสัปดาห์ที่ผ่านมา แอปเปิลได้ตกลงซื้อสิทธิ์ในการใช้งานโลหะผสม Liquidmetal ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แต่เพียงผู้เดียวได้สำเร็จ
Liquidmetal คือโลหะผสมจากบริษัท Liquidmetal Technology ที่มีความแข็งแรง (strength) กว่า Titanium Alloy 2.5 เท่าและแข็ง (hardness) กว่า Stainless Steel 1.5 เท่า แน่นอนว่าโลหะชนิดนี้ย่อมสามารถทำให้แอปเปิลสามารถสร้างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เล็กลงและเบาลงมากขึ้นได้อีกพอสมควร